วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555


หน่วยที่4  Software


         ซอฟแวร์คือ การลำดับขั้นตอนของการทำงานของคำสั่งที่จะทำหน้าที่สั่งคอมพิวเตอร์ว่าให้ทำอะไร เป็นชุดโปรแกรมของหลายๆโปรแกรมนำมารวมกันให้สามารถให้ทำงานได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ต้องการ เรามองไม่เห็นหรือสัมผัสไม่ได้แต่เราสามรถสร้าง จัดเก็บ และนำมาใช้งานหรือเผยแพร่ได้ดด้วยสื่อหลายชนิดเช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี แฟร็ชไดร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
        หน้าที่ของซอฟแวร์
         ซอฟแวร์ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟแวร์ เราก็ไม่สามารถใช้เครนื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย ซอฟแวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท
         ประเภทของซอฟแวร์
 ซอฟแวร์แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
 ซอฟแวร์ระบบ (System Software)
 วอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software)
 ซอฟแวร์ใช้งานเฉพาะ
        ซอฟแวร์ระบบ (System Software)
        ซอฟแวร์ระบบเป็นโปรแกรมที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟแวร์ระบบ คือ ดำเนินงานพื้นฐานต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพ หรือ นำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง
ซอฟแวร์ระบบ หรือโปรแกรมที่รู้จักกันดีก็คือ Dos,Windows,Unix,Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Bssic, Fortran,Pascal,Cobol,C เป็นต้น
           นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบ เช่น Norton's Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
     หน้าที่ของซอฟแวร์ระบบ
1) ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก เช่น รับรู้การกดแป้นต่างๆบนแผงแป้นอักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้าและส่งออกอื่นๆ เช่น เมาส์ ลำโพง เป็นต้น
2) ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ เพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
3) ใช้เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างง่ายขึ้น เช่น การขอดูรายการในสารระบบ (diretory) ในแผ่นบันทึก การนำสำเนาแฟ้มข้อมูล
       ซอฟแวร์ระบบเป็นพื้นฐานที่เห็นกันทั่วไป แบ่งออกเป็น รบบปฏิบัติการ และตัวแปลภาษา
1.ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกว่า โอเอส (Operating System : os)
       1.1 ดอส (Disk) (Operating System : Dos)  เป็นซอฟแวร์จัดรบบงานที่พัฒนาแล้ว การใช้งานจึงใช้คำสั้งเป็นตัวอักขระ ดอสเป็นซอฟแวร์ที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในอดีต ปัจุบันระบบปฏิบัติการดอส มีการใช้งานน้อยมาก
       1.2 วินโดวส์ (Windows) เป็นระบบปฎิบัติการที่พัมนาต่อจากดอส โดยให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานได้จากเมาส์มากขึ้นแทนการใช้แป้นอักขระเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ยังสามารถทำงานได้หลายงานได้พร้อมกัน  โดยงานแต่ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างบนจอภาพ การใช้งานเป็นรูปแบบกราฟฟิก ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์ชขี้เพื่อเลือกตำแหน่งบนจอภาพ ทำให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้งายขึ้น ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ จึงได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
         1.3 ยูนิกซ์ (Unix) เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่เป้นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open system) วึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้ใช้ไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรือใช้อุปกรณ์ที่มียี่ห้อเดียวกัน ยูนิกซ์ยังถูกมาเพื่อตอบสนองการใช้งานในลักษณะที่มีผูใช้ได้หลายคนในเวลาเดียวกันที่เรียกว่า ระบบหลายผู้ใช้ (multiusers) และสามารถทำงานได้หลายงานในเวลาเดียวกันในลักษณะที่เรียกว่า ระบบหลายภารกิจ (multitasking) ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์จึงนิยมใช้กับเครื่องที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อใช้งานร่วมกันหลายๆเครื่อง
         1.4 ลีนุกซ์ (Linux) เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาแล้วมาจากระบบยูนิกซ์ เป็นระบบซึ่งมีการแจกจ่าย โปรแกรมต้นฉบับให้นักพัมนาช่วยกันพัฒนาคุณสมบัติของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เป็นที่นิยมกันมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ที่ทำงานเป็นระบบลีนุกซ์จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมในกลุ่มของกรูนิวส์ (GNU) และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือระบบลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการประเภทแจกฟรี (Free Ware) ผู้ใช้สามารถใช้งานโดยไม่ต้องเสีย
ระบบลีนุกซ์ สามารถทำงานได้บน ซีพียูหลายตระกูล เช่น อินเทล (pu Intel) ดิจิตอล (Digitel Aipha computer) ถึงแม้ว่าในขณะนี้ลีนุกซ์ยังไม่สามารถแทนที่ระบบปฏิบัติการวินโดวส์บนพีซีได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ผู้ใช้งานจำนวนมากได้หันมาใช้และช่วยพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนลีนุกซ์กันมากขึ้น
          1.5 แมคอินทอช (Macintosh) เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ แมคอินทอซ ส่วนมากนำไปใช้งานด้านกราฟฟิก ออกแบบและจัดแต่งเอกสารนิยมใช้ในสำนักพิมพ์ต่างๆ
         นอกจากระบบปฎิบัติการที่กล่าวมาแล้วยังมีระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์ นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการที่ใช้งานเฉพาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่องานใดงานหนึ่งดดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในสถาบันต่างๆ



ชนิดของระบบปฏิบัติการ จำแนกตามการใช้งาน สามารถจำแนกได้ 3 ชนิดด้วยกันคือ
1. ประเภทใช้งานเดี่ยว (Single-tasking)
        ระบบปฏิบัติการประเภทนี้จะกำหนดให้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้ครั้งละหนึ่งงานเท่านั้น ใช้ในเครื่องขนาดเล็ก อย่างไมโครคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการดอส เป็นต้น
2. ประเภทใช้หลายงาน (Multui-tasking)
        ระบบปฏิบัติการประเภทนี้สามารถควบคุมการทำงานพร้อมกันได้หลายงานในขณะเดียวกัน ผู้ใช้สามารถทำงานกับวอฟแวรืประยุกต์ได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows 98 ขึ้นไป และUNIX เป็นต้น
 3. ประเภทใช้งานหลายคน (Multi-User)
        ในหน่วยงานบางแห่งอาจใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทำหน้าประมวลผล ทำให้ในขณะใดขณะหนึ่งมีผู้ใช้งานพร้อมกันหลายคน แต่ละคนจะมีสถานีงานของตนเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ จึงต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่มีความสามารถสูง เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถทำงานเสร็จในเวลา เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows NT และ UNIX
2.ตัวแปลภาษา
            การพัฒนาซอฟแวร์ต้องอาศัยซอฟแวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง
ภาษาซึ่งมีหลายภาษาสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนชุดคำสั่งด้ง่าย เข้าใจได้ และเพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟแวร์ในภายหลังได้
            ภาษาระดับสุงที่พัฒนาขึ้นทุกภาษาต้องมีตัวแปรภาษา
ซึ่งภาษาระดับสูงได้แก่ ภาษา Basic , Pascal และภาษาโลโก เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีภาษคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกมากได้แก่

    ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Sotware)
      ซอฟแวร์ที่ใช้ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น การจัดพิมพ์รายงาน การนำเสนองาน การจัดทำบัชชี การตกแต่งภาพ การออกแบบเว็บไซต์ 
ประเภท ซอฟแวรืประยุกต์
         แบ่งตามลักษณะการผลิต สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท
1. ซอฟแวร์ที่พัมนาขึ้นองโดยเฉพาะ (Proprietary Software)
2.ซอฟแวร์ที่หาซื้อได้ทั่วไป (Packaged Software) มีทั้งโปรแกรมเฉพาะ (Customized Packaged)
และโปรแกรมมมาตรฐาน (Standard Packaged)  
      แบ่งตามกลุ่มการใช้งาน  จำแนกได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้
1. กลุ่มการใช้งานด้านธุรกิจ (Business)
2. กลุ่มการใช้งานด้านกราฟฟิกและมัลติมีเดีย ( Graphic and Multimedia)
3. กลุ่มการใช้งานบนเว็บ (Web and Communicat ions)
 กลุ่มการใช้งานทางด้านธุรกิจ (Business)  
     ซอฟแวร์กลุ่มนี้ ถูกนำมาใช้โดยการมุ่งหวังใช้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดพิมพ์รางยงานเอกสาร นำเสนองานและการบันทึกนัดหมายต่างๆ เช่น
โปรแกรมประมวลคำ อาทิ Microsoft Word , Sun Staroffice Writer
โปรแกรม ตารางคำนวณ อาทิ Microsoft excel , Sun Staroffice Cals
โปรแกรมนำเสนองาน อาทิ Microsoft Power Point , Sun Staroffice Impress
กลุ่มการใช้งานด้านกราฟฟิกแลบะมัลติมีเดีย ( Graphic and Multimedia)
        ซอฟแวร์กลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการด้านงานกราฟฟิกและมัลติมีเดีย เพื่อให้งานง่ายขึ้น เช่น ใช้ตกแต่ง วาดรูป ปรับเสียง ตัดย่อ ภาพเคลื่อนไหว และการสร้งการออกแบบเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมงานออกแบบ อาทิ  Microsoft Vivio Professioinal
โปรแกรมตกแต่งภาพ อาทิ corelDRAW , Adobe Photoshop
โปรแกรมตัดต่อวีดีโอและเสียง อาทิ Adobe Premiere , Pinnacle Studio DV
โปรแกรมสร้างสื่อมัลติมีเดีย อาทิ Adobe Authorware , Toolbook Instructor , Adobe Director
โปรแกรมสร้างเว็บ อาทิ Adobe Flash , Adobe Dreamweaver
กลุ่มการใช้งานด้านเว็บไซต์ และการติดต่อสื่อสาร  (Web and Communicat ions)
          เมื่อเกิดการเติบโตของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซอฟแวร์กลุ่มนี้ได้ถูกพัมนาเพื่อใช้งานเฉพาะมากขึ้น เช่นโปรแกรมการตรวจเช็คอีเมลล์ การท่องเว็บไซต์ การจัดการดูแลเว็บไซต์ และการส่งข้อความติดต่อสื่อการ การประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย ตัวอย่างโปรแกรมในกลุ่มนี้ ได้แก่
โปรแกรมจัดการอีเมลล์ อาทิ Microsoft Outlook , Mozzila Thunderbird
โปรแกรมท่องเว็บ  อาทิ Microsoft Internet Explorer , Mozzila Firefox
โปรแกรม ประชุมทางไกล (Vedio Conference) อาทิ Microsoft Netmeeting
โปรแกรมส่งข้อความด่วน ( Instant Messaging ) อาทิ MSN
โปรแกรมสนทนาบนอินเตอรืเน็ต อาทิ PIRCH , MIRCH
ความจำเป็นของการใช้วอฟแวร์
การใช้ภาษาเครื่องนี้ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ทันที แต่มนุษย์ผู้ใช้จะมีข้อยุ่งยากมากเพราะเข้าใจและจดจะได้ยาก จึงมีผู้สร้างภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่เป็นตัวอักษร เป็นประดยค ข้อความ ภาในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่าภาษาคอมพิวเตอรืระดับสูง ภาษาระดับสูงมีอยุ่มากมายบางภาษามีความเหมาะสมกับการใช้สั่งงานการคำนวณทางคริตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ บางภาษา


วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555


ซอฟแวร์และภาษาคอมพิวเตอร์
       เมื่อมนุษย์ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานของมนุษย์จะต้องบอกขั้นตอนวิธีการให้คอมพิวเตอร์ทราบการที่บอกสิ่งที่มนุษย์เข้าใจให้คอมพิวเตอร์รับรู้ และทำงานได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีสื่อกลาง ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันแล้ว เรามีภาษาที่ใช้ในการติดต่อซึ่งกันเหละกัน เช่นเดียวกันถ้ามนุษย์ต้องการจะถ่ยทอดความต้องการให้คอมพิวเตอรืรัยรู้และปฏิบัติตามจะต้องมีสื่อกลางสำหรับการติดต่อเพื่อให้คอมพิวเตอร์รับรู้ เราเรียกสื่อกลางนี้ว่า "ภาษาคอมพิวเตอร์"
ภาษาคอมพิวเตอร์ในแต่ละยุคประกอบด้วย
ภาษาเครื่อง (Machine Languages) 
        เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยสัญญารทางไฟฟ้าใช้แทนด้วยตัวเลข 0 และ 1 ได้ ผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ใช้ตัวเลข 0 และ 1 นี้เป็นรหัสแทนคำสั่งในการสั่งงานคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เราเรียกเลขฐานสองนี้ คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เราเรียกเลขฐานสองที่ประกอบกันเป็นชุดคำสั่งและใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ว่าภาฒาเครื่อง
         การใช้ภาษาเครื่องนี้ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ทันทีแต่มนุย์ผู้ใช้จะมีข้อยุ่งยากมาก เพราะเข้าใจและจดจำได้ยาก จึงมีผู้สร้างภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่นๆที่เป็นตัวอักษร
ภาษาแอสแซมพลี (Assembly Languages)
         เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 2 ถัดจากภาษาเครื่อง ภาษาแอสแซมบลีช่วยลดความยุ่งยากลงในการเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อกับคอมพิวเตอร์
         แต่อย่างไรก็ตามภาษาแอสแซมบลี ก็ยังมีควาใกล้เคียงภาษาเครื่องยุมาก และจำเป็นต้องใช้ตัวแปลภาที่เรียกว่าแอสแซมบลี เพื่อแปลชุดภาษาเอสแซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง
ภาษาระดับสูง (High-level Languages)
         เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 3 เริ่มมีการใช้ชุดคำสั่งที่เรียกว่า Statements ที่มีลักษณะเป็นประโยคภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเข้าชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานง่ายขึ้น ผู้คนทั่วไปไมสามารถเรียนรู้และเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากภาษาระดับสูงใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ตัวแปลภาษาระดับสูงเพื่อให้เป็นภาฒษเครื่องนั้นมีอยุ่ 2 ชนิด ด้วยกัน คือ
คอมไพเลอร์ จะทำการแปลโปรแกรมที่เขียนเป็นภาษาระดับสูงทั้งโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องก่อนแล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามภาษาเครื่องนั้น
อินเทอร์พรีเตอร์  จะทำการแปลทีละคำสั่ง แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำตามคำสั่งนั้น เมื่อทำเสร้จแล้วจึงมาทำการแปลคำสั่งลำดับต่อไป ข้อแตกต่างระหว่างคอมไพเลอร์กับอินเทอร์พรีเตอร์จึงอยู่ที่การแปลทั้งโปรแกรมหรือแปลทีละคำสั่ง
      โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1  เครือข่ายเฉพราะที่   เป็นเครือข่ายที่มักพบเห็นกันในองค์กรโดยส่วนใหญ่ลักษณะของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นวง LAN จะอยู่ในพื้นที่ใกล้๐กันเช่น อยู้ภายในอาคาร 2  เครือข่ายเมือง เป็นกลุ่มของเครือข่าย LAN ที่นำมาเชื่อมต่อกันเป็นวงที่ใหญ่ขึ้น ภายในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ในเมืองเดียวกัน เป็นต้น
3  เครือข่ายบริเวณกว้าง เป็นเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ โดยเป็นการรวมเครือข่ายทั้ง LAN และ MAN มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเดียว ดังนั้น เครือข่ายนี้จึงครอบคลุมพื้นที่กว้าง โดยมีการครอบคลุมไปทั้วประเทศ หรีอทั่วโลก เชน อินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
        รูปแบบโครงสร้างของเครือข่าย Network Topology
 การจัดระบบการทำงานของเครือข่าย มีรูปแบบโครงสร้างของเครือข่าย อันเป็นการจัดวางคอมพิวเตอร์และการเดินสายสัญญาณคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย รวมถึงหลัการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายแบ่งได้ 4 แบบคือ1เครือข่ายแบบดาว 2เครือข่ายแบบวงแหวน 3เครือข่ายแบบบัส 4เครือข่ายแบบต้นไม้

  1 แบบดาว เป็นแบบการต่อสายเชื่อมโยงโดยการนำสถานีต่างๆมาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลาง การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ด้ยวการติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วยสลับสายกลาง การทำงานของหน่วยสลับกลาง
    ลักษณะการทำงานของเครือข่ายแบบดาว
 เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายรูปดาวหลายแฉก โดยมีสถานีกลาง หรือฮับเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย สถานีกลางจึงมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเส้นทางการสื่อสารทั้งหมด การสื่อสารภายในเครือข่ายแบบดาวจะเป็นแบบ 2 ทิศทางฏกยจะอนุญาตให้มีเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้
 2  แบบวงแหวน เป็นแบบที่สถานีของเครือข่ายทุกสถานีจะต้องเชื่อมต่อกับเครื่องขยายสัญญาณของตัวเองโดยตะมีการเชื่อมโยงของสัญญาณของทุกสถานีเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน เครื่อข่ายสัญญาณเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรับข้อมูลจากเครืองขยายสัญญาณตัวถัดไปเรื่อยๆเป้นวงหากข้อมูลที่ส่งเป็นของสถานีใด เครื่องขยายสัญญาณของสถานีนั้นก็รับและส่งให้กับสถานี
 3 แบบบัส เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ต่างๆด้วย สายเคเบิ้ลยาว ต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยจะมีอุปกรณ์ที่เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เข้ากับสายเคเบิ้ล ในการส่งข้อมูล จะมีคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ การจัดส่งข้อมูลวิธีนี้จะต้องกำหนดวิธีการ ที่ไม่ให้ทุสถานีส่งข้มูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน วีธีการที่ใช้อาจแบ่งเวลาหรือให้แต่สถานีใช้ความถี่
 4 แบบต้นไม้ เป็นเครือข่ายที่มีการผสมผสานโครงสร้างเครือข่ายแบบต่างๆเข้าด้วยกันเป้นเครือข่ายขนาดใหญ่ การจัดส่งข้อมูลสามารถส่งไปถึงได้ทุกสถานี การสื่อสารข้อมูลจะผ่านตัวกลางไปยังสถานีอื่นๆได้ทั้งหมด เพราะทุกสถานีจะอยู่บนทางเชื่อม